Monday, July 30, 2012

มะละกอ


สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้

[แก้]อ้างอิง

Friday, July 20, 2012

สมุนไพรง็อก


สมุนไพรง็อก

ง็อกเป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศเวียดนาม มีชื่อภาษาญวนว่า ‘ฮว่านง็อก(HOAN-NGOC)‘ นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นๆ อีกคือ ว่านลิง ว่านยาลิง หรือว่านวานร (ไม่เกี่ยวกับต้นหนุมานประสานกาย) ได้ถูกนำเข้าประเทศไทยเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ง็อกมีสรรพคุณอันน่ามหัศจรรย์ในการรักษาโรคสำคัญๆ ซึ่งมีคนไทยเป็นกันจำนวนมาก เช่น โรคหัวใจ เบาหวานความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ไข้หวัด ภูมิแพ้ มะเร็งต่างๆ เป็นต้น

การชำ การชำเป็นขั้นตอนแรกในการขยายพันธุ์ เป็นการทำให้กิ่งพันธุ์งอกรากเพื่อการปลูกลงดินต่อไป การชำง็อกอย่างง่ายๆ ทำได้ 2 วิธีคือ

วิธีที่ 1
  1. เตรียมกิ่งชำด้วยการใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่ง (Pruning Shears) หรือมีดที่คม ตัดกิ่งง็อกวัดจากปลายยอดลงมาประมาณ 3/4 -1 คืบ โดยตัดให้เฉียงกับกิ่ง เพื่อให้กิ่งดูดน้ำขึ้นไปโดยสะดวก ริดใบข้างล่างออกโดยให้ข้างบนเหลือเพียงประมาณ 4-10 ใบ
     
  2. ภาชนะสำหรับชำกิ่งชำอาจใช้แก้วน้ำสูงประมาณ 10 เซ็นติเมตร หรือใช้ขวดน้ำอัดลมพลาสติคขนาด 1.25 หรือ 1.5 ลิตร ตัดส่วนตามขวางบนทิ้งไป ให้เหลือส่วนล่างซึ่งสูงประมาณ 1คืบ ใช้น้ำประปาจากก๊อกเติมน้ำลงในภาชนะสำหรับชำให้เกือบเต็ม ภาชนะที่มีขนาดใหญ่สามารถชำกิ่งชำได้หลายกิ่งพร้อมๆ กัน
     
  3. รีบนำกิ่งชำจากข้อ 1) มาชำในภาชนะในข้อ 2) นำกิ่งชำในข้อ 3) ไปไว้ในที่ร่มซึ่งไม่ค่อยมีลมพัดผ่าน เช่น ในบ้าน เป็นต้น กิ่งชำอาจเหี่ยวเล็กน้อยหรือไม่เหี่ยวเลยใน 1-2 วันแรก หลังจากนั้นอาจเคลื่อนย้ายไปยังที่ๆ มีแสงแดดได้บ้าง แต่ยังไม่มีลมแรงพัดผ่าน

    ประมาณ 7 วันนับแต่ต้น กิ่งชำจะมีรากงอกออกมายาวประมาณ 1 เซ็นติเมตร (ควรเปลี่ยนน้ำประมาณทุก 7 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงลูกน้ำของยุงลาย) หลังจากนี้อีกประมาณ 2-3 อาทิตย์ รากยาวเพียงพอที่จะนำไปปลูกลงดินที่เตรียมไว้ได้
วิธีที่ 2
  1. เตรียมดินสำหรับชำซึ่งประกอบด้วยดินร่วน 2 ส่วนและถ่านแกลบ 2 ส่วน ทั้งสองสิ่งผสมเข้าด้วยกันเป็น อย่างดี ใส่ดินชำให้เกือบเต็มถุงชำ
  2. เตรียมกิ่งชำคล้ายกับข้อ 2
  3. นำท่อนกิ่งพันธุ์ในข้อ (2) ชำลงในถุงดินชำในข้อ (1) โดยให้ลึกลงไปจากหน้าดินประมาณ 2-3 ข้อนิ้วมือ รดน้ำให้ชุ่ม นำไปวางไว้ในที่ร่มหรือรำไร ซึ่งไม่ค่อยมีลมพัดผ่าน ในกรณีที่แดดจัดและ/หรือลมแรง ให้ใช้ถุงพลาสติคใสหรือขุ่นเล็กน้อย ครอบกิ่งชำและถุงชำ หมั่นรดน้ำให้ชุ่มเสมอ ประมาณ 15-20 วันรากจะงอกและผลิใบ รดน้ำให้ชุ่มอีกวันละ 2 เวลาตลอด 1 เดือน จากนั้นจึงนำไปปลูกลงดินที่เตรียมไว้ได้ ดูข้อ 3
การปลูก 
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นสุดท้ายในการขยายพันธุ์ ง็อกเป็นพืชที่ชอบน้ำและดินที่ร่วนซุย เจริญเติบโตได้ในแดดรำไรจนถึงแดดจัด ต้นง็อกที่ได้รับแดดมากจะอวบและแข็งแรง แต่ต้องคอยรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมออย่างน้อยวันละ 2 ครั้งคือเช้าและเที่ยงวัน
  1. การปลูกลงในดิน ขุดหลุมในดินเป็นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 เซ็นติเมตร ลึกประมาณ 50 เซ็นติเมตร เติมถ่านแกลบและมูลโคแห้ง(ถ้าใช้มูลโคสด ตอนมันสลายตัว เกิดความร้อนสูง อาจทำให้ต้นไม้ตายได้)ลงในดินที่ขุดขึ้นมา(เฉพาะส่วนที่จะใช้ใส่ลงไปในหลุมที่ขุด)ในอัตราส่วนโดยปริมาตร ดิน 2 ส่วน ถ่านแกลบ 1 ส่วน และมูลโคแห้ง 2 ส่วน (ถ้าไม่มีถ่านแกลบ ก็ไม่ต้องใช้ ) ผสมส่วนต่างๆ ให้เข้ากันดี แล้วเทลงไปในหลุมที่ขุด พร้อมกับนำกิ่งชำมาปลูก ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1.0-1.50 เมตร รดน้ำให้ชุ่มอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในกรณีที่แดดจัดมากภายใน 7 วันแรก ควรมีการบังไพรให้ต้นง็อกบ้าง ถ้ามีลมพัดแรง ควรผูกต้นง็อกไว้กับหลักยึดเพื่อมิให้ต้นง็อกโยกคลอน ในการรดน้ำแต่ละครั้ง ควรรดเพียงพอที่น้ำจะไปถึงรากฝอยที่อยู่ลึกที่สุดจากผิวดินเท่านั้น ถ้ารดมากกว่านี้ เป็นการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุในดินไปกับน้ำโดยเปล่าประโยชน์
     
  2. การปลูกในกระถาง ควรใช้กระถางขนาดไม่เล็กกว่า 10-12 นิ้ว อาจกระถางพลาสติคสีดำ เพราะมีน้ำหนักเบาและราคาไม่แพง ดินที่ใช้ปลูกประกอบด้วยดินร่วน 2 ส่วน ถ่านแกลบ 2 ส่วนและมูลโคแห้ง 2 ส่วน (ถ้าไม่มีถ่านแกลบ ก็ไม่ต้องใช้ ) ใส่ดินให้พูนกระถางและเขย่ากระถางให้ดินทรุดตัวลงบ้าง เพราะว่าหลังจากรดน้ำดินทรุดตัวลงไปอีก ในช่วง 7 วันแรกควรวางกระถางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร หลังจากนั้นค่อยย้ายกระถางมาอยู่ในที่ๆ มีแดดจัด ถ้ามีลมพัดแรง ควรผูกต้นง็อกไว้กับหลักยึดเพื่อมิให้ต้นง็อกโยกคลอน การรดน้ำให้ชุ่มอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในการรดน้ำแต่ละครั้ง พอมีน้ำเริ่มไหลออกมาจากก้นกระถางให้หยุด เพราะว่าถ้ารดน้ำมากกว่านี้ นอกจากจะเป็นการทิ้งน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นการสูญเสียแร่ธาตุในดินซึ่งละลายไปกับน้ำอีกด้วย
การแต่งกิ่ง 
ต้นง็อกอาจสูงถึง 2.5-3.0 เมตร แต่ไม่ค่อยมีใบให้รับประทาน ดังนั้นควรตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่มที่ไม่สูงเกินไป สำหรับต้นง็อกในกระถาง ควรตัดแต่งให้เป็นพุ่มสูงประมาณ 60-75 เซ็นติเมตร สำหรับต้นง็อกในดิน ควรตัดแต่งให้เป็นพุ่มสูงประมาณ 100-150 เซ็นติเมตร การตัดแต่งกิ่งให้ทำคล้ายกับการขยายพันธ์ในข้อ 2 นอกจากนี้ควรตัดกิ่งที่ลีบเล็กทิ้ง

Thursday, July 19, 2012

สาระน่ารู้เรื่องผลไม้


 
 มะเขือเทศมีวิตามินเอและซี ที่มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างความสดใสให้แก่ผิวพรรณ และยังช่วยให้ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น
 เสาวรสผลเสาวรส มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คลายร้อน และป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี
 ลิ้นจี่มีวิตามินบี1 และบี2 และวิตามินซี มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงม้าม บำรุงอวัยวะภายใน บำรุงระบบประสาท และยังแก้อาการท้องเดินได้อีกด้วย
 ฝรั่ง มีวิตามินซี ที่มีสรรพคุณชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทำให้แผลหายเร็ว ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยลดสารพิษในร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณสดใส
 บ๊วยมีสรรพคุณช่วยคลายร้อน เพิ่มกำลัง บรรเทาอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย และช่วยเสริมระบบการย่อยอาหาร ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย หากดื่มน้ำบ้วยเป็นประจำ ยังจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย
 เห็ดหลินจือมีสรรพคุณช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดแข็งตัว เส้นเลือดอุดตัน น้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง
 น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะและชะลอความแก่ เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สดชื่นอยู่เสมอ ช่วยเสริมสร้างวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไป ช่วยให้ระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น
 ตะไคร้ มีสรรพคุณ ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกายและยังช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
 ขิง มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น รักษาไข้หวัด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ และยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้ออีกด้วย รักษาอาการปวดประจำเดือนในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน
 ใบเตยมีสรรพคุณช่วยลดอาการกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ รู้สึกสดชื่น และยังเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ 
 ถั่วเหลืองมีสรรพคุณในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ ช่วยลดและป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ช่วยป้องกันและแก้ไขโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่มีโคเลสเตอรอล และมีใยอาหารสูง
 
 ลำไยเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยในการบำรุงหัวใจ ระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และใช้บำรุงร่างกายของสตรีภายหลังจากการคลอดบุตร  
 มะเม่าอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการแก่ชราของเซลล์ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไต แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
 มังคุดสาร Xanthone ในเปลือกมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่าง ๆ นอกจากนี้ในเปลือกมังคุดยังมีสาร แทนนิน ที่มีคุณสมบัติช่วยในการสมานแผล และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกด้วย
 มะม่วงช่วยละลายเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยให้เลือดลมและประจำเดือนของสตรีเป็นปกติ หากรับประทานมะม่วงสดเป็นประจำแล้วก็จะช่วยทำให้อาการไอ หอบ มีเสมหะ หรือมีเลือดออกตามไรฟันบรรเทาลงไปได้
 มะละกอมีสรรพคุณในการต่อต้านการเกิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้เป็นอย่างดี และยังช่วยบำรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น ม้าม และกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร และยังช่วยทำให้ผิวพรรณดี อีกด้วย
 สตรอเบอร์รี่มีวิตามิน ซี อยู่เป็นจำนวนมาก มีสรรพคุณที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหวัดและโรคภูมิแพ้ ช่วยทำให้ระบบการดูดซึมอาหารของร่างกายดียิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูก ช่วยให้เจริญอาหาร
 สับปะรดมีปริมาณของวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยไฟเบอร์ที่มีอยู่มากมาย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร เสริมสร้างการดูดซึมอาหารของร่างกาย การลดความร้อนของร่างกายและยังช่วยแก้กระหาย หากรับประทานสับปะรดเป็นประจำแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไตอักเสบ และโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
 
 กระเจี๊ยบมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการร้อนในภายในช่องปาก ลดปริมาณของไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดระดับของความดันโลหิตภายในร่างกายให้กลับเข้าสู่ระดับปกติ และยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย
 
 มัลเบอร์รี่หรือ หม่อน มีสรรพคุณที่สามารถต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ผู้ที่รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งได้ และยังช่วยบำรุงไตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข่วยบำรุงโลหิต บำรุงประสาทตา ทำให้สายตาแจ่มใส ร่างกายก็สุขสบาย
 ลูกพลับมีโพแทสเซียมสูง และมีวิตามินซีสูง มีสรรพคุณช่วยให้หายอ่อนเพลีย บรรเทาอาการร้อนใน เจ็บคอ คอแห้ง เป็นแผลในปาก ละลายเสมหะ และบำรุงปอด นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องเดินได้อีกด้วย
 กล้วยหอมมีวิตามินบีสูง มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ความอ่อนล้า ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใส ในกล้วยหอมจะมีเส้นใยอาหารช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี และยังช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้นได้
 แก้วมังกรมีสารอาหารหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี และมีเส้นใย มีสรรพคุณช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำหนัก แก้ท้องผูก ป้องกันมะเร็งสำไส้ใหญ่และช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น
ส้มมีวิตามินเอและซี มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างความสดใสให้แก่ผิวพรรณ